DCA คืออะไร ทำไมคนแนะนำกันเยอะ
DCA (Dollar Cost Averaging) คือการลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกงวด เช่นเดือนละ 3,000 บาท ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง ผลคือ
- ราคาถูก → ได้หน่วยลงทุนมาก
- ราคาแพง → ได้หน่วยลงทุนน้อย
- ระยะยาวต้นทุนเฉลี่ยจึงไม่แพงที่สุดและไม่ถูกที่สุด
ข้อดีที่แท้จริงของ DCA คือตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ ไม่ต้องเดาว่าจุดต่ำสุดอยู่ไหน แต่ต้องแลกกับการยอมรับว่าจะไม่ได้ผลตอบแทนสูงสุด เท่ากับการลงเงินก้อนถูกจังหวะ
อยากเห็นภาพว่าเงินจะโตเท่าไร ลองเครื่องคำนวณแบบทบต้น ได้เลย
กองทุนลดหย่อนภาษี Thai ESG กับ RMF ต่างกันยังไง
- Thai ESG — ลงทุนในสินทรัพย์ไทยที่เข้าเกณฑ์ความยั่งยืน เงื่อนไขการถือครองสั้นกว่า RMF เหมาะกับคนที่ยังไม่อยากผูกเงินถึงเกษียณ
- RMF — ออกแบบมาเพื่อการเกษียณ ต้องลงทุนต่อเนื่องและถือจนอายุครบเกณฑ์ มีทางเลือกสินทรัพย์กว้างกว่า
วงเงินและเงื่อนไขมีการปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากร และคำนวณว่าลดหย่อนแล้วประหยัดภาษีจริงเท่าไรก่อนซื้อ เพราะถ้าฐานภาษีต่ำ ประโยชน์อาจน้อยกว่าที่คิด
3 ตัวเลขที่ต้องดูก่อนซื้อกองทุน
- ค่าธรรมเนียมรวม (TER) — หักออกจากผลตอบแทนทุกปี ต่างกัน 1% ต่อปี เมื่อทบต้น 20 ปีจะต่างกันมหาศาล
- ผลตอบแทนย้อนหลังเทียบดัชนีอ้างอิง — ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสูง แต่ดูว่าชนะดัชนีที่ควรเทียบได้ไหม
- ความผันผวน (SD) — บอกว่าระหว่างทางจะเหวี่ยงแรงแค่ไหน ถ้ารับไม่ได้จะขายทิ้งตอนตลาดตกและเสียแผนทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
DCA เดือนละเท่าไรถึงจะพอ
ไม่มีตัวเลขมาตรฐาน หลักการคือเริ่มด้วยจำนวนที่ทำได้ต่อเนื่องจริงทุกเดือนโดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น แล้วค่อยเพิ่มเมื่อรายได้เพิ่ม ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าจำนวนเงินตอนเริ่ม
DCA ตอนตลาดขาลงควรหยุดไหม
ตลาดขาลงคือช่วงที่ DCA ทำงานได้ดีที่สุด เพราะได้หน่วยลงทุนจำนวนมากในราคาถูก การหยุดตอนตลาดตกแล้วกลับมาซื้อตอนตลาดขึ้นคือการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับหลักการ
ซื้อกองทุนที่ไหนดี
ซื้อได้ทั้งกับ บลจ. โดยตรง ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มตัวแทนขาย กองทุนตัวเดียวกันมีนโยบายและค่าธรรมเนียมเท่ากันทุกช่องทาง จึงเลือกตามความสะดวกและเครื่องมือที่ใช้ได้
สมัครสมาชิกฟรี เข้ากลุ่มข่าวหุ้น แล้วอ่านบทความได้ครบทุกชิ้น
สมัครฟรี เข้ากลุ่มข่าวหุ้น




