หุ้นทันใจ ข่าวหุ้นทันใจ อ่านจบใน 1 นาที
🥇 ทองคำ

ทองแท่งกับทองรูปพรรณ ต่างกันยังไง แบบไหนคุ้มกว่า

· อ่าน 15 นาที

🥇
สรุปให้ก่อน
  • คนไทยซื้อทองสองแบบเป็นหลัก คือทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ หน้าตาต่างกันชัดเจนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต่างกันจริง ๆ และมีผลกับเงินในกระเป๋า คือค่ากำเหน็จ น้ำหนักต่อหนึ่งบาททอง ส่วนต่างตอนขายคืน และภาษี บทความนี้แยกให้เห็นทีละข้อ พร้อมวิธีคิดว่าแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายของคุณ

ต่างกันตรงไหนบ้าง ดูภาพรวมก่อน

ก่อนจะลงรายละเอียด สรุปความต่างที่มีผลกับเงินจริง ๆ ไว้ให้ดูพร้อมกันในที่เดียว ส่วนที่เหลือของบทความจะขยายทีละข้อว่าแต่ละอันมาจากไหนและกระทบยังไง

หัวข้อทองคำแท่งทองรูปพรรณ
ความบริสุทธิ์ที่ขายกันในไทย96.5% เป็นมาตรฐาน (มี 99.99% ขายด้วย)96.5% เป็นมาตรฐาน
ค่ากำเหน็จไม่มีมี บวกเข้าไปในราคาขาย
น้ำหนัก 1 บาททอง15.244 กรัม15.16 กรัม
ส่วนต่างราคาซื้อกับขายคืนแคบกว่ากว้างกว่า เพราะเสียค่ากำเหน็จตอนซื้อ
ใส่ออกงานได้ไม่ได้ได้
เหมาะกับเก็บเป็นสินทรัพย์ใส่เป็นเครื่องประดับ เก็บมูลค่าไปด้วย

อ่านตารางแล้วจะเห็นว่าเรื่องใหญ่ที่สุดไม่ใช่ "เนื้อทอง" เพราะทองไทยทั้งสองแบบ ส่วนใหญ่บริสุทธิ์ 96.5% เท่ากัน แต่อยู่ที่ ต้นทุนที่บวกเข้ามาตอนซื้อ กับ เงินที่ได้กลับคืนตอนขาย มากกว่า

ค่ากำเหน็จ คือส่วนต่างตัวจริงที่ทำให้ราคาไม่เท่ากัน

ค่ากำเหน็จคือค่าแรงและค่าดำเนินการในการแปรทองคำให้กลายเป็นสร้อย แหวน กำไล หรือรูปพรรณแบบอื่น รวมทั้งค่าออกแบบและค่าสูญเสียเนื้อทองระหว่างขึ้นรูป ทองคำแท่งไม่ต้องผ่านขั้นตอนนี้ จึงไม่มีค่ากำเหน็จ

ค่ากำเหน็จไม่ได้มีอัตราเดียวทั้งประเทศ แต่ละร้านคิดไม่เท่ากัน และลายที่ทำยากก็แพงกว่าลายเรียบ ๆ อย่างชัดเจน สิ่งที่ควรทำคือ ถามค่ากำเหน็จเป็นตัวเลขก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ไม่ใช่ดูแค่ป้ายราคารวม เพราะราคารวมของสองร้านอาจใกล้กัน แต่ค่ากำเหน็จต่างกันมาก

จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ค่ากำเหน็จได้คืนน้อยมากหรือไม่ได้คืนเลยตอนขาย เพราะร้านที่รับซื้อคืนสนใจเนื้อทองเป็นหลัก ไม่ได้จ่ายค่าฝีมือให้คุณอีกรอบ ค่ากำเหน็จจึงเป็นต้นทุนที่จ่ายไปแล้วจ่ายเลย

น้ำหนัก 1 บาททอง ไม่เท่ากัน จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด

หลายคนไม่รู้ว่า "หนึ่งบาททอง" ของทองสองแบบนี้หนักไม่เท่ากัน

  • ทองคำแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม
  • ทองรูปพรรณ 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม

ต่างกันราว 0.084 กรัม หรือประมาณ 0.55% ฟังดูน้อย แต่ถ้าซื้อทีละหลายบาททอง และคิดเป็นเงินตามราคาทองในปัจจุบัน ก็เป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม เวลาเทียบราคาสองแบบจึงต้องรู้ว่ากำลังเทียบน้ำหนักที่ไม่เท่ากันอยู่

สาเหตุที่ต่างมาจากธรรมเนียมการค้าทองรูปพรรณที่ยอมให้มีน้ำหนักหายไปได้เล็กน้อย จากขั้นตอนขึ้นรูป ไม่ใช่ว่าร้านคิดโกง แต่เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั้งวงการ

ลองคิดเป็นตัวเลขดู ซื้อ 1 บาททอง ต่างกันเท่าไร

ตัวเลขข้างล่างเป็น ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ราคาจริง ราคาจริงเปลี่ยนทุกวัน ดูได้ที่ หน้าราคาทองของหุ้นทันใจ สมมติราคาทองแท่งขายออกอยู่ที่ 50,000 บาทต่อบาททอง และค่ากำเหน็จ 1,000 บาท

รายการทองคำแท่งทองรูปพรรณ
จ่ายตอนซื้อ 1 บาททอง50,00051,000
ถ้าขายคืนวันเดียวกัน (สมมติรับซื้อ 49,900 / 49,000)49,90049,000
ขาดทุนทันทีถ้าขายวันเดียวกัน1002,000

ตัวเลขนี้บอกอะไร ทองรูปพรรณต้องรอให้ราคาทองขึ้นมากกว่าทองแท่ง กว่าจะเริ่มมีกำไรเท่ากัน เพราะต้องไล่ให้ทันค่ากำเหน็จที่จ่ายไปตอนแรกก่อน ยิ่งค่ากำเหน็จสูง ยิ่งต้องรอราคาขึ้นมากขึ้น

ส่วนต่างราคาซื้อกับขายคืน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ ไม่ใช่หลังซื้อ

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองวันละหลายรอบ และประกาศแยกเป็นสี่ราคา คือ ทองแท่งรับซื้อ ทองแท่งขายออก ทองรูปพรรณรับซื้อ และทองรูปพรรณขายออก

สิ่งที่คนซื้อทองครั้งแรกมักตกใจคือ พอเดินออกจากร้านปุ๊บ มูลค่าที่ขายคืนได้ ก็ต่ำกว่าเงินที่เพิ่งจ่ายไปทันที นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องปกติของสินค้าทุกชนิด ที่มีราคาซื้อกับราคาขายคนละราคา แต่ของทองรูปพรรณส่วนต่างจะกว้างกว่าเพราะมีค่ากำเหน็จอยู่ด้วย

ข้อควรรู้เพิ่มเติมคือถ้าเอาทองรูปพรรณไปขายร้านอื่นที่ไม่ใช่ร้านที่ซื้อมา บางร้านอาจหักเพิ่มอีกเล็กน้อย เก็บใบรับประกันหรือใบเสร็จไว้ให้ดีจะช่วยได้มาก

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างกันยังไง

การซื้อขายทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ตามเกณฑ์ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนทองรูปพรรณจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะในส่วนค่ากำเหน็จ ไม่ได้คิดจากราคาทองทั้งก้อน

ในทางปฏิบัติร้านทองมักรวมภาษีไว้ในราคาที่แจ้งอยู่แล้ว คนซื้อจึงไม่ต้องคำนวณเอง แต่ควรรู้ไว้ว่าเงินส่วนนี้มาจากไหน เวลาเทียบราคาระหว่างร้านจะได้เทียบถูก

เรื่องภาษีเป็นกฎที่แก้ไขได้ ถ้าจะซื้อจำนวนมากหรือซื้อเพื่อการลงทุนจริงจัง ควรตรวจสอบกับ แหล่งข้อมูลอ้างอิง และกรมสรรพากรอีกครั้ง อย่ายึดตามบทความใดบทความหนึ่งเพียงอย่างเดียว

แล้วควรซื้อแบบไหน

คำตอบขึ้นกับว่าคุณซื้อทองไปทำอะไร ไม่มีแบบไหนดีกว่าในทุกกรณี

ถ้าเป้าหมายคือเก็บเป็นสินทรัพย์อย่างเดียว

ทองคำแท่งตอบโจทย์กว่าชัดเจน เพราะไม่มีค่ากำเหน็จ ส่วนต่างซื้อขายแคบกว่า และตอนขายคืนคิดกันตรงไปตรงมาตามน้ำหนักและความบริสุทธิ์ เงินทุกบาทที่จ่ายไปกลายเป็นเนื้อทองเกือบทั้งหมด

ถ้าอยากใส่ด้วยและเก็บมูลค่าไปด้วย

ทองรูปพรรณเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ถ้ายอมรับได้ว่าค่ากำเหน็จคือค่าความสวย ที่จ่ายเพื่อได้ใส่ ไม่ใช่เงินลงทุนที่จะได้คืน เลือกลายที่ค่ากำเหน็จไม่สูงเกินไป จะช่วยลดส่วนที่หายไปได้มาก

ถ้าเงินก้อนยังไม่พอซื้อทีละบาททอง

ยังมีทางเลือกอื่นอย่างการออมทองกับร้านที่มีใบอนุญาต หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ซึ่งเริ่มด้วยเงินน้อยกว่าและไม่ต้องเก็บของจริงเอง แต่ก็มีเรื่องค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงของผู้ให้บริการที่ต้องดูให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ อ่านเพิ่มได้ที่ หมวดกองทุน

ข้อควรระวังที่เจอบ่อย

  • ดูแค่ราคารวม ไม่ถามค่ากำเหน็จ ทำให้เทียบราคาระหว่างร้านไม่ได้จริง
  • คิดว่าขายคืนได้ราคาเดียวกับตอนซื้อ ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนั้น
  • ซื้อร้านที่ไม่มีใบรับประกัน ตอนขายคืนจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ยากกว่า
  • เทียบราคากรัมต่อกรัมโดยลืมว่าน้ำหนัก 1 บาททองไม่เท่ากัน
  • ซื้อเพราะกลัวตกรถตอนราคาพุ่ง ซึ่งมักเป็นจังหวะที่ส่วนต่างกว้างที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ทองแท่ง 96.5% กับ 99.99% ต่างกันยังไง

ต่างกันที่ความบริสุทธิ์ของเนื้อทอง ทอง 96.5% เป็นมาตรฐานที่ซื้อขายกันแพร่หลายในไทย จึงขายคืนในประเทศได้ง่ายกว่า ส่วนทอง 99.99% เป็นมาตรฐานสากล ราคาต่อน้ำหนักสูงกว่า แต่ร้านที่รับซื้อคืนในไทยมีน้อยกว่า ถ้าตั้งใจซื้อขายในประเทศเป็นหลัก 96.5% สะดวกกว่า

ซื้อทองรูปพรรณแล้วขาดทุนทันทีจริงไหม

ถ้าวัดจากราคารับซื้อคืนในวันเดียวกัน ใช่ เพราะค่ากำเหน็จไม่ได้คืน และราคารับซื้อต่ำกว่าราคาขายออกอยู่แล้ว แต่ถ้าถือไว้จนราคาทองขึ้นมากพอ ก็กลับมามีกำไรได้ เพียงแต่ต้องขึ้นมากกว่าทองแท่งเพื่อชดเชยค่ากำเหน็จก่อน

ค่ากำเหน็จเท่าไรถึงเรียกว่าแพง

ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับลายและร้าน วิธีที่ใช้ได้จริงคือถามค่ากำเหน็จ เป็นตัวเลขจากสองสามร้านสำหรับลายที่ใกล้เคียงกัน แล้วเทียบกันเอง ลายที่ทำยากหรือมีชิ้นส่วนเยอะย่อมสูงกว่าลายเรียบเป็นเรื่องปกติ

เก็บใบรับประกันสำคัญแค่ไหน

สำคัญมาก ใบรับประกันระบุน้ำหนักและความบริสุทธิ์ ทำให้ตอนขายคืนคุยกันง่าย โดยเฉพาะถ้าไปขายร้านอื่นที่ไม่ใช่ร้านเดิม ถ้าทำหาย ร้านอาจต้องตรวจเนื้อทองใหม่ ซึ่งใช้เวลามากกว่าและบางร้านหักเพิ่ม

ราคาทองในประเทศขึ้นลงตามอะไร

สองอย่างหลักคือราคาทองในตลาดโลกซึ่งคิดเป็นดอลลาร์ต่อออนซ์ และอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์ ทองโลกขึ้นแต่บาทแข็งค่า ราคาทองในประเทศอาจขึ้นน้อยกว่าที่คิด หรือไม่ขึ้นเลย ดูราคาทั้งสองฝั่งได้ที่ หน้าราคาทอง และ หมวดค่าเงิน

สรุปสั้น ๆ

ทองแท่งกับทองรูปพรรณเนื้อทองมาตรฐานเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ต่างจริงคือค่ากำเหน็จที่จ่ายแล้วไม่ได้คืน น้ำหนักต่อบาททองที่ไม่เท่ากัน และส่วนต่างราคาซื้อขายที่กว้างกว่าในฝั่งรูปพรรณ

ถ้าซื้อเพื่อเก็บมูลค่าอย่างเดียว ทองแท่งตรงเป้าหมายกว่า ถ้าอยากได้ใส่ด้วย ทองรูปพรรณก็คุ้มในแบบของมัน ขอแค่รู้ตัวว่ากำลังจ่ายค่าอะไรอยู่ และถามค่ากำเหน็จเป็นตัวเลขทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

บทความนี้อธิบายหลักการและวิธีคิด ไม่ได้ระบุราคาทอง ณ วันใดวันหนึ่ง ราคาซื้อขายจริงให้ดูจากประกาศของสมาคมค้าทองคำและร้านทองที่คุณซื้อ กฎเกณฑ์ภาษีอาจเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ ใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

น้องทันใจชวนเข้ากลุ่มข่าวหุ้น
อยากได้ข่าวแบบนี้ทุกวัน?

สมัครสมาชิกฟรี รับสรุปข่าวก่อนตลาดเปิด และอ่านบทความย้อนหลังได้ครบ

สมัครฟรี เข้ากลุ่มข่าวหุ้น

อ่านต่อในหมวดทองคำ

ดูบทความทั้งหมดในหมวดทองคำ →