S&P 500 Nasdaq Dow Jones ต่างกันยังไง
- เปิดข่าวเศรษฐกิจทีไรก็เจอชื่อสามตัวนี้ทุกครั้ง หลายคนใช้สลับกันไปมาราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน แต่มันวัดคนละอย่าง คิดคนละวิธี และบางวันก็เดินสวนทางกันได้ รู้ความต่างแล้วจะอ่านข่าวตลาดอเมริกาได้ตรงขึ้นเยอะ
เทียบให้เห็นภาพก่อน
| S&P 500 | Nasdaq Composite | Dow Jones | |
|---|---|---|---|
| นับหุ้นกี่ตัว | ราว 500 บริษัท | เกือบทุกตัวที่จดในตลาด Nasdaq | 30 บริษัท |
| ถ่วงน้ำหนักด้วยอะไร | มูลค่าตลาด | มูลค่าตลาด | ราคาหุ้นต่อหุ้น |
| ครอบคลุมแค่ไหน | กว้าง เป็นตัวแทนตลาดสหรัฐฯ | เอียงไปทางเทคโนโลยีมาก | แคบ เลือกมาเป็นตัวแทน |
| คนใช้ทำอะไร | วัดภาพรวมตลาด | ดูอารมณ์ของหุ้นเติบโต | อ้างอิงเชิงสัญลักษณ์ในข่าว |
แถวที่สองคือหัวใจของเรื่องนี้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้สามตัวนี้เคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน
S&P 500 ตัวที่คนใช้เป็นมาตรฐาน
รวมบริษัทขนาดใหญ่ของอเมริการาว 500 แห่ง กระจายทุกกลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
ถ่วงน้ำหนักด้วย มูลค่าตลาด แปลว่าบริษัทที่ใหญ่กว่ามีน้ำหนักมากกว่า บริษัทที่มูลค่าตลาดสูงสุดขยับ 1% จะดันดัชนีมากกว่าบริษัทเล็กในดัชนีเดียวกันขยับ 5%
ผลข้างเคียงที่ควรรู้คือ เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีมูลค่าตลาดสูงขึ้นเรื่อย ๆ น้ำหนักของหุ้นกลุ่มเทคใน S&P 500 ก็สูงตามไปด้วย ดัชนีที่ควรจะกระจายทุกกลุ่ม จึงกระจุกกว่าที่ชื่อบอกอยู่พอสมควร นี่เป็นเหตุผลที่บางคนดูดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากันควบคู่ไปด้วย
ในทางปฏิบัติ เวลาคนพูดว่า "ตลาดหุ้นอเมริกาขึ้น" ส่วนใหญ่หมายถึงตัวนี้ และกองทุนดัชนีของอเมริกาจำนวนมากก็อ้างอิงดัชนีนี้
Nasdaq ตัวที่บอกอารมณ์ของหุ้นเติบโต
คำว่า Nasdaq ใช้เรียกได้สองอย่าง ซึ่งเป็นที่มาของความสับสน
- Nasdaq Composite รวมเกือบทุกบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ซึ่งมีหลายพันตัว
- Nasdaq 100 คัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 100 ตัว เป็นตัวที่กองทุนและ ETF ส่วนใหญ่อ้างอิง
ทั้งสองตัวเอียงไปทางเทคโนโลยีและบริษัทเติบโตสูงอย่างชัดเจน เพราะบริษัทเทคอเมริกาจำนวนมากเลือกจดทะเบียนในตลาดนี้ตั้งแต่แรก
ผลคือ Nasdaq มักแกว่งแรงกว่า S&P 500 ทั้งขาขึ้นและขาลง ช่วงที่นักลงทุนกล้าเสี่ยง Nasdaq มักนำ ช่วงที่กลัวความเสี่ยง Nasdaq ก็มักร่วงแรงกว่า ถ้าอยากดูว่าตลาดกำลังกล้าหรือกลัว การเทียบสองตัวนี้บอกอะไรได้เยอะ
Dow Jones ตัวที่เก่าที่สุดและคิดแปลกที่สุด
มีแค่ 30 บริษัท คัดเลือกโดยคณะกรรมการ ไม่ได้ใช้สูตรตายตัว แต่จุดที่แปลกจริง ๆ คือวิธีถ่วงน้ำหนัก
Dow Jones ถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้นต่อหุ้น ไม่ใช่มูลค่าบริษัท
แปลว่าบริษัทที่ราคาหุ้นต่อหุ้นสูง มีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าบริษัทที่ราคาต่อหุ้นต่ำ ทั้งที่บริษัทหลังอาจใหญ่กว่าหลายเท่า
ลองดู ตัวอย่างสมมติ นี้ บริษัท ก. ราคาหุ้นละ 500 ดอลลาร์ มูลค่าบริษัท 5 แสนล้าน บริษัท ข. ราคาหุ้นละ 50 ดอลลาร์ มูลค่าบริษัท 2 ล้านล้าน ถ้าทั้งคู่ขยับ 10% เท่ากัน บริษัท ก. จะดัน Dow มากกว่าบริษัท ข. ถึงสิบเท่า ทั้งที่บริษัท ข. ใหญ่กว่าสี่เท่า
วิธีคิดแบบนี้เป็นมรดกจากยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ต้องคำนวณด้วยมือ นักลงทุนมืออาชีพจึงไม่ค่อยใช้ Dow เป็นตัวอ้างอิงหลัก แต่ยังอยู่ในข่าวเพราะเป็นดัชนีที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุดมาเป็นร้อยปี
ทำไมบางวันขึ้นสวนทางกัน
เมื่อวิธีคิดต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน สถานการณ์ที่ทำให้สวนทางกันบ่อยที่สุด
- ดอกเบี้ยขึ้น หุ้นเติบโตที่กำไรอยู่ไกลในอนาคตมักโดนกดดันหนัก Nasdaq จึงร่วงแรงกว่า ขณะที่ Dow ซึ่งมีบริษัทดั้งเดิมเยอะอาจทรงตัวหรือบวกได้
- ข่าวเฉพาะบริษัทที่ราคาหุ้นสูง บริษัทเดียวที่ราคาต่อหุ้นแพงร่วงแรง ก็ลาก Dow ลงได้ทั้งดัชนี ทั้งที่ตลาดโดยรวมไม่ได้เป็นอะไร
- เงินหมุนระหว่างกลุ่ม เงินไหลออกจากเทคเข้าไปกลุ่มพลังงานหรือการเงิน Nasdaq ลง แต่ S&P 500 อาจแทบไม่ขยับเพราะมีทั้งสองกลุ่มอยู่ในนั้น
ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ อย่าดูดัชนีเดียวแล้วสรุปว่าตลาดทั้งตลาดเป็นยังไง ดูสองสามตัวประกอบกันจะเห็นภาพครบกว่ามาก ดูความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่ หมวดหุ้นต่างประเทศ
คนไทยควรดูตัวไหน
ขึ้นกับว่าคุณดูไปเพื่ออะไร
ถ้าลงทุนในกองทุนที่อิงตลาดอเมริกา
ดู S&P 500 เป็นหลัก เพราะกองส่วนใหญ่อ้างอิงตัวนี้ และเป็นตัวแทนภาพรวมได้ดีที่สุดในสามตัว
ถ้าถือหุ้นเทคหรือกองทุนเทค
ดู Nasdaq 100 ควบคู่ไปด้วย เพราะสะท้อนสิ่งที่คุณถืออยู่ตรงกว่า
ถ้าอยากดูว่าตลาดกล้าหรือกลัว
เทียบว่า Nasdaq วิ่งนำหรือตาม S&P 500 อยู่ ช่วงที่ตลาดกล้าเสี่ยง Nasdaq มักนำ ช่วงที่กลัว มักตามหลังหรือร่วงแรงกว่า
สิ่งที่ควรจำไว้เสมอคือ ผลตอบแทนที่คุณได้จริงเป็นเงินบาท ไม่ได้เท่ากับที่ดัชนีขึ้น เพราะยังมีค่าเงินบาทต่อดอลลาร์เข้ามาเกี่ยวด้วย อ่านเรื่องนี้ที่ ค่าเงินบาทกระทบพอร์ตยังไง
ดัชนีอื่นที่ควรรู้จักไว้
- Russell 2000 รวมบริษัทขนาดเล็กของอเมริกา ใช้ดูสุขภาพของธุรกิจในประเทศ เพราะบริษัทเล็กพึ่งเศรษฐกิจในประเทศมากกว่าบริษัทใหญ่ที่ขายทั่วโลก
- MSCI World รวมหุ้นประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ไม่ใช่แค่อเมริกา กองทุนดัชนีโลกจำนวนมากอ้างอิงตัวนี้หรือตัวที่ใกล้เคียง
- ดัชนีความผันผวน วัดว่าตลาดคาดว่าจะแกว่งแรงแค่ไหนในระยะข้างหน้า คนเรียกกันเล่น ๆ ว่ามาตรวัดความกลัว
คำถามที่พบบ่อย
ซื้อดัชนีตรง ๆ ได้ไหม
ซื้อตัวดัชนีเองไม่ได้ เพราะเป็นแค่ตัวเลขที่คำนวณขึ้นมา ต้องซื้อผ่านกองทุนหรือ ETF ที่ลงทุนตามดัชนีนั้น อ่านความต่างของสองแบบที่ ETF คืออะไร
Nasdaq Composite กับ Nasdaq 100 ควรดูตัวไหน
ถ้าจะลงทุน ดู Nasdaq 100 เพราะเป็นตัวที่กองทุนและ ETF อ้างอิง ถ้าจะดูภาพรวมของตลาด Nasdaq ทั้งตลาดค่อยดู Composite
ตลาดอเมริกาเปิดกี่โมงเวลาไทย
เปิดตอนกลางคืนตามเวลาไทย และเวลาจะขยับปีละสองครั้งเมื่ออเมริกาเปลี่ยนเข้าออกช่วงเวลาออมแสง ถ้าไม่อยากอดนอนเฝ้า การตั้งคำสั่งล่วงหน้าหรือลงทุนผ่านกองทุนไทยเป็นทางที่สบายกว่า
ดัชนีขึ้นทุกปีจริงไหม
ไม่จริง ทั้งสามตัวเคยติดลบหลายปีติดกันมาแล้วในอดีต ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่เป็นบวกไม่ได้แปลว่าทุกช่วงเวลาจะเป็นบวก การลงทุนตามดัชนีจึงต้องถือได้ยาวพอที่จะข้ามช่วงที่แย่ไปได้
ทำไมข่าวไทยชอบพูดถึง Dow Jones
เพราะเป็นดัชนีที่เก่าแก่และคนทั่วไปคุ้นชื่อที่สุด สื่อจึงใช้เป็นตัวแทนของตลาดอเมริกาในพาดหัว แต่ถ้าจะใช้ตัดสินใจลงทุนจริง S&P 500 เป็นตัวแทนที่ตรงกว่ามาก
สรุปสั้น ๆ
S&P 500 กว้างที่สุดและเป็นมาตรฐานที่คนใช้อ้างอิง Nasdaq เอียงไปทางเทคโนโลยีจึงแกว่งแรงกว่าทั้งขาขึ้นและขาลง ส่วน Dow Jones มีแค่ 30 ตัวและถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้นซึ่งเป็นวิธีที่ล้าสมัยแล้ว
ดูหลายตัวประกอบกันจะอ่านตลาดได้ตรงกว่าดูตัวเดียว และอย่าลืมว่าผลตอบแทนที่คุณได้จริงยังต้องผ่านค่าเงินอีกชั้นหนึ่ง
บทความนี้อธิบายโครงสร้างและวิธีคิดของดัชนี ไม่ได้ระบุระดับดัชนีหรือผลตอบแทน ณ ช่วงเวลาใด และไม่ได้คาดการณ์ทิศทาง ดูตัวเลขล่าสุดได้ที่หมวดหุ้นต่างประเทศ การลงทุนมีความเสี่ยง ใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
สมัครสมาชิกฟรี รับสรุปข่าวก่อนตลาดเปิด และอ่านบทความย้อนหลังได้ครบ
สมัครฟรี เข้ากลุ่มข่าวหุ้น