กองทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน คืออะไร ควรเลือกไหม
- เวลาเลือกกองทุนต่างประเทศ จะเจอกองที่ชื่อคล้ายกันมากแต่ลงท้ายต่างกัน บางกองมีตัว H บางกองไม่มี ทั้งที่ลงทุนในสินทรัพย์เดียวกันเป๊ะ ความต่างนั้นคือนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่คุณได้รับ ต่างกันได้หลายเปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยที่สินทรัพย์ข้างในไม่ได้ต่างกันเลย
ปัญหาที่ hedge พยายามแก้
เวลาคุณซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ผลตอบแทนที่ได้จริงมีสองชั้นเสมอ
ผลตอบแทนที่คุณได้ = ผลตอบแทนของสินทรัพย์ + ผลของค่าเงิน
ลองดูตัวอย่างสมมติ สมมติคุณซื้อกองทุนหุ้นสหรัฐไว้หนึ่งปี
| กรณีสมมติ | หุ้นสหรัฐ | ค่าเงินบาท | คุณได้จริง |
|---|---|---|---|
| ก | +10% | บาทอ่อน 5% | ประมาณ +15% |
| ข | +10% | บาทแข็ง 5% | ประมาณ +5% |
| ค | 0% | บาทอ่อน 5% | ประมาณ +5% |
| ง | −10% | บาทแข็ง 5% | ประมาณ −15% |
(ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไก)
จะเห็นว่าค่าเงินเป็นตัวขยายผลได้ทั้งขาขึ้นและขาลง บางปีคุณเลือกหุ้นถูกแต่ได้กำไรน้อยเพราะบาทแข็ง บางปีหุ้นไม่ไปไหนแต่ได้กำไรเพราะบาทอ่อน ความไม่แน่นอนตรงนี้คือสิ่งที่ hedge พยายามตัดออก
hedge ทำงานยังไง
กองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินจะทำสัญญาล่วงหน้าไว้ เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการแปลงเงินกลับในอนาคต พอถึงเวลาจริง ไม่ว่าค่าเงินจะไปทางไหน กองทุนก็ใช้อัตราที่ล็อกไว้แล้ว
ผลคือผลตอบแทนที่คุณได้จะเกาะไปกับสินทรัพย์เป็นหลัก บาทอ่อนหรือแข็งแทบไม่มีผล ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน
ต้นทุนของ hedge อยู่ตรงไหน
hedge ไม่ฟรี และต้นทุนไม่ได้แสดงเป็นรายการแยกให้เห็น มันซ่อนอยู่ในสองที่
- ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสองสกุล — ถ้าดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่าไทยมาก การล็อกค่าเงินจะมีต้นทุนสูงขึ้นตาม และต้นทุนนี้กินผลตอบแทนของคุณไปเรื่อย ๆ
- ค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการ — รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน
ข้อแรกสำคัญมากและเป็นข้อที่คนไม่ค่อยรู้ ในช่วงที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้าง ต้นทุนของ hedge อาจสูงจนกินกำไรไปหลายเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยที่คุณไม่เห็นเป็นรายการค่าธรรมเนียมเลย เห็นแค่ว่าผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เทียบสองแบบให้เห็นชัด
| หัวข้อ | ไม่ป้องกันค่าเงิน | ป้องกันค่าเงิน |
|---|---|---|
| ผลตอบแทนขึ้นกับ | สินทรัพย์ + ค่าเงิน | สินทรัพย์เป็นหลัก |
| ตอนบาทอ่อน | ได้เพิ่ม | ไม่ได้เพิ่ม |
| ตอนบาทแข็ง | เสียเพิ่ม | ไม่เสียเพิ่ม |
| ความผันผวน | สูงกว่า | ต่ำกว่า |
| ต้นทุนแฝง | ไม่มีจากเรื่องค่าเงิน | มี ตามส่วนต่างดอกเบี้ย |
| คาดเดาผลได้ง่ายแค่ไหน | ยากกว่า | ง่ายกว่า |
แล้วควรเลือกแบบไหน
ไม่มีคำตอบที่ถูกเสมอ เพราะขึ้นกับเป้าหมายและระยะเวลาของคุณ แต่มีหลักคิดที่ใช้ตัดสินใจได้
- ลงทุนยาวมาก สิบปีขึ้นไป — ผลของค่าเงินมีแนวโน้มเฉลี่ยกันเองไปบ้างในระยะยาว หลายคนจึงเลือกแบบไม่ป้องกัน เพื่อเลี่ยงต้นทุนของ hedge ที่จ่ายทุกปี
- มีเป้าหมายใช้เงินชัดเจนในไม่กี่ปี — เช่นเก็บไว้จ่ายค่าเทอมลูกอีกสามปี แบบป้องกันช่วยให้คาดเดาผลได้ง่ายกว่า
- รับความผันผวนได้น้อย — แบบป้องกันจะเห็นมูลค่าขึ้นลงนุ่มกว่า
- อยากได้ประโยชน์ตอนบาทอ่อน — ต้องเลือกแบบไม่ป้องกัน เพราะแบบป้องกันตัดผลนี้ทิ้ง
บางคนเลือกถือทั้งสองแบบผสมกันในสัดส่วนที่รับได้ ซึ่งเป็นทางสายกลางที่ไม่ต้องเดาว่าค่าเงินจะไปทางไหน
ดูยังไงว่ากองไหนป้องกันหรือไม่ป้องกัน
- ดูชื่อกองทุนก่อน — มักมีคำว่า Hedged หรือลงท้ายด้วย H แต่ห้ามใช้ชื่อเป็นหลักฐานเดียว เพราะแต่ละ บลจ. ตั้งชื่อไม่เหมือนกัน
- เปิดหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป — หาหัวข้อเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
- อ่านให้ครบว่าเป็นแบบไหน — มีสามแบบที่เจอบ่อย
| ข้อความที่มักเจอ | แปลว่า |
|---|---|
| ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน | ตัดผลของค่าเงินออกเกือบหมด |
| ป้องกันตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน | บางช่วงป้องกัน บางช่วงไม่ ขึ้นกับผู้จัดการ คาดเดายาก |
| ไม่ป้องกันความเสี่ยง | รับผลค่าเงินเต็ม ๆ |
แบบกลางคือแบบที่ต้องระวังที่สุด เพราะคุณไม่รู้ล่วงหน้าว่าช่วงไหนป้องกันอยู่หรือไม่ ถ้าเป้าหมายคือความแน่นอน ควรเลือกแบบที่ระบุชัดไปเลย
อ่านเพิ่ม
เข้าใจกลไกค่าเงินก่อนได้ที่ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ อ่านยังไง และผลกระทบต่อพอร์ตโดยรวมที่ ค่าเงินบาทอ่อน–แข็ง กระทบพอร์ตหุ้นยังไง ส่วนเรื่องประเภทกองทุนต่างประเทศดูได้ที่ ETF คืออะไร ต่างจากกองทุนรวมตรงไหน
คำถามที่พบบ่อย
กองทุนที่ป้องกันค่าเงินปลอดภัยกว่าใช่ไหม
ไม่ใช่ มันลดความเสี่ยงเรื่องค่าเงินอย่างเดียว ความเสี่ยงจากตัวสินทรัพย์ยังอยู่ครบ หุ้นตกก็ยังตกเท่าเดิม คำว่าป้องกันในที่นี้ไม่ได้แปลว่าปกป้องเงินต้น
ทำไมกองทุนสองกองที่ลงทุนเหมือนกัน ผลตอบแทนต่างกันเยอะ
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือนโยบายค่าเงินต่างกัน ในปีที่บาทขยับแรง ความต่างนี้อาจถึงหลายเปอร์เซ็นต์ ก่อนสรุปว่ากองไหนบริหารดีกว่า ต้องเช็กก่อนว่าเทียบกองประเภทเดียวกันหรือเปล่า
ถ้าถือยาว 20 ปี ค่าเงินจะหักล้างกันเองไหม
มีแนวโน้มเฉลี่ยกันบ้างในระยะยาวมาก แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ค่าเงินอาจอยู่ในแนวโน้มทางเดียวได้นานหลายปีติดกัน สิ่งที่แน่นอนกว่าคือต้นทุนของ hedge ที่จ่ายทุกปี
มีวิธีดูต้นทุนของ hedge ไหม
ไม่มีตัวเลขที่แสดงตรง ๆ วิธีประมาณคร่าว ๆ คือดูส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสองสกุล ถ้าดอกเบี้ยฝั่งต่างประเทศสูงกว่าไทยมาก ต้นทุนของ hedge ก็มีแนวโน้มสูงตาม อีกวิธีคือเทียบผลตอบแทนย้อนหลังของกองแบบป้องกันกับแบบไม่ป้องกันที่ลงทุนเหมือนกัน แล้วดูว่าต่างกันเท่าไรหลังหักผลของค่าเงินออกแล้ว
บทความนี้อธิบายหลักการของนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ไม่ได้แนะนำกองทุนใดกองทุนหนึ่ง นโยบายและค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุนต่างกันและเปลี่ยนได้ ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนฉบับล่าสุดก่อนตัดสินใจ ใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
สมัครสมาชิกฟรี รับสรุปข่าวก่อนตลาดเปิด และอ่านบทความย้อนหลังได้ครบ
สมัครฟรี เข้ากลุ่มข่าวหุ้น